ARDA เดินหน้าวิจัย “ข้าวทนเค็ม” ผสาน AI พยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า 7 วัน รับมือ Climate Change ช่วยเกษตรกรวางแผนเพาะปลูก ลดความเสียหายจากน้ำทะเลรุกล้ำ ขยายผลกว่า 148,000 ไร่ เพิ่มผลผลิตจาก 250 เป็นกว่า 800 กิโลกรัมต่อไร่ สร้างความมั่นคงทางอาหารไทย
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA นำคณะผู้บริหาร และสื่อมวลชนลงพื้นที่พัทลุง ติดตามผลงานวิจัยนวัตกรรมข้าวทนเค็ม และระบบ AI พยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า ภายใต้กิจกรรม "ARDA Agri Trek : ตามรอยงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์จริง"
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า ทุกครั้งที่น้ำทะเลรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก เกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเพียงค่าความเค็มของน้ำสูงเกิน 1.5 กรัมต่อลิตร (1.5 ppt) ต้นข้าวอาจไม่ออกรวง เมล็ดลีบ หรือยืนต้นตาย ส่งผลให้หลายพื้นที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยในปี 2563 พื้นที่นาข้าวในจังหวัดสงขลาและพัทลุงได้รับความเสียหายกว่า 60,000 ไร่ ขณะที่บางแปลงให้ผลผลิตเหลือเพียง 200 - 300 กิโลกรัมต่อไร่ จากผลผลิตปกติมากกว่า 700 กิโลกรัมต่อไร่ ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่กรมการข้าวเพื่อพัฒนา "พันธุ์ข้าวทนเค็ม" ควบคู่กับเทคโนโลยีการผลิตสำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำทะเลรุกล้ำ ปัจจุบันพันธุ์ข้าวทนเค็มผ่านการรับรองกรมการข้าวเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ กข 43 กข55 กข 77 และกข 109 ซึ่งสามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็มรุกล้ำ ช่วยลดการสูญเสียผลผลิต รักษาคุณภาพข้าว และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร
นอกจากนี้ โครงการยังบูรณาการข้อมูลค่าความเค็มแบบเรียลไทม์ร่วมกับระบบพยากรณ์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพื่อช่วยเกษตรกรวางแผนช่วงเวลาเพาะปลูกและบริหารจัดการน้ำได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากผลกระทบของน้ำทะเลรุกล้ำ ปัจจุบันโครงการสามารถขยายผลสู่พื้นที่กว่า 148,000 โดยพบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 250 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นมากกว่า 800 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2,400 บาทต่อไร่
ขณะเดียวกัน คณะนักวิจัยยังอยู่ระหว่างการทดสอบพันธุ์ข้าวทนเค็มรุ่นใหม่ ที่สามารถปรับตัวในพื้นที่มีค่าความเค็ม 2-5 ppt ได้แก่ สายพันธุ์ PSL05101-14-2-4-4-1, PSL13417-2-7-2-1-1-1 และพันธุ์ไร่มะขาม (พันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดเพชรบุรี) เพื่อผลักดันสู่การรับรองพันธุ์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาวนวัตกรรม AI พยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า 7 วัน เครื่องมือใหม่รับมือ Climate Change
แม้จะมีพันธุ์ข้าวทนเค็ม แต่หากหน่วยงานและเกษตรกรไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าน้ำเค็มจะรุกเข้าพื้นที่เมื่อใด การบริหารจัดการน้ำก็ยังมีความเสี่ยงต่อความเสียหาย ดังนั้น ARDA จึงสนับสนุนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พัฒนาระบบ AI พยากรณ์ค่าความเค็มล่วงหน้า 7 วัน เพื่อให้หน่วยงานบริหารจัดการน้ำและเกษตรกรมีเวลาวางแผนเปิด – ปิดประตูระบายน้ำ สำรองน้ำจืด
และกำหนดช่วงเวลาเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำก่อนเกิดวิกฤติ จุดเด่นของงานวิจัย คือการเชื่อมโยงข้อมูลความเค็ม ระดับน้ำ ปริมาณฝน และสภาพอากาศ เข้ากับระบบ AI ข้อมูลทั้งหมดถูกรวบรวมจากทุ่น GPS Drifter จำนวน 10 ตัว และสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำกว่า 16 สถานี ก่อนส่งผ่านเว็บไซต์ www.skawater.com, Facebook และ LINE เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
ปัจจุบันระบบถูกนำไปใช้สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำแล้วกว่า 40 องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสำนักงานชลประทานที่ 16 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมทรัพยากรน้ำ และคณะกรรมการลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 148,000 ไร่ และเกษตรกร 200 ครัวเรือน โดยตั้งเป้าช่วยลดความเสียหายจากน้ำเค็มรุกล้ำ 50% และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 94.7 ล้านบาทต่อปี นับเป็นต้นแบบการประยุกต์ใช้ Climate Tech และ Smart Water Management ที่เปลี่ยนข้อมูลวิจัยให้เป็นการตัดสินใจเชิงรุก ลดความสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศ
“ผลงานวิจัยทั้งหมดสะท้อนบทบาทของ ARDA ในการลงทุนวิจัยเพื่อแก้โจทย์ประเทศอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวภาพสู่เศรษฐกิจสุขภาพ การพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อรับมือพื้นที่เสี่ยงน้ำเค็ม ไปจนถึงการใช้ AI ช่วยบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดการใช้ประโยชน์จริง ลดความเสี่ยงของเกษตรกร สร้างรายได้ใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน” ผอ. ARDA กล่าว