สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เดินหน้าขับเคลื่อนแผนงานมุ่งเป้า APP TECH นำ "เทคโนโลยีที่เหมาะสม" แก้ปัญหาและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ตั้งเป้าครอบคลุม 20,000 ครัวเรือน และเพิ่มรายได้ขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายใน 2 ปี ล่าสุดจัด กิจกรรม "งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายผลความสำเร็จของงานวิจัยภาคใต้" ระหว่างวันที่ 10-11 กันยายน 2569 นำคณะผู้บริหาร นักวิจัย และ สื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดผลสำเร็จ 3 โครงการวิจัย ผ่าน 8 เทคโนโลยีพร้อมใช้แก้ปัญหามังคุดราคาตก ตอกย้ำบทบาททุนวิจัยที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างองค์ความรู้ แต่ต้องช่วยลดต้นทุนเพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ให้เกษตรกร
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโซพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า "ภาคใต้" เป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ แต่เกษตรกร ยังเผชิญต้นทุนสูง ผลผลิตไม่แน่นอน ความผันผวนของตลาด และข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี ARDA จึงเร่งผลักดันแผนงานมุ่งเป้า APP TECH ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการนำเทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย ลงทุนไม่สูง และเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ไปช่วยเกษตรกร 20,000 ครัวเรือน ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายใน 2 ปี ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วม 28,653 ครัวเรือน สูงกว่าที่เป้าหมายกำหนดไว้ 20,000 ครัวเรือนโดย ARDA อยู่ระหว่างการติดตามและประเมินรายได้ครัวเรือนที่นำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อยืนยันความสำเร็จตามเป้าหมายรายได้เพิ่มขึ้นไม้น้อยกว่า ร้อยละ 20 ภายใน 2 ปีสำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ ARDA เลือกนำเสนอ 3 โครงการต้นแบบที่แสดงเส้นทางการบรรลุเป้าหมาย APP TECH อย่างชัดเจน ตั้งแต่การเพิ่มมูลค่าผลผลิต การยกระดับมาตรฐานสินค้า ไปจนถึงการลดต้นทุนต่อหน่วยและเพิ่มกำไรจากการผลิต ARDA โชว์ 2 เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า "มังคุดนครศรีธรรมราช"เปลี่ยนผลผลิตราคาต่ำ สู่มังคุดคัดพร้อมบริโภคมูลค่า 600 บาท/กก.
จังหวัดนครศรีธรรมราช หนึ่งในแหล่งผลิตมังคุดสำคัญของประเทศ มีพื้นที่ปลูกเกือบ 100,000 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 40,000-50,000 ตันต่อปี และ มีเกษตรกรผู้ปลูกกว่า 21,350 ครัวเรือน แต่เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน มังคุดแก่ มังคุดสุกเนื้อดำ และผลตกเกรดมีราคาเหลือเพียงประมาณ 10บาทต่อกิโลกรัม บางส่วนจำหน่ายไม่ได้และกลายเป็นของเหลือทิ้ง
ARDA จึงสนับสนุน ผศ.ปุญญาเพชร เดชเพชรรรักษ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ขยายผล 2 เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่ามังคุดให้สอดคล้องกับคุณภาพของวัตถุดิบแต่ละประเภท ได้แก่ 1) การผลิตมังคุดคัดพร้อมบริโภค โดยนำมังคุดดิบในระยะที่เหมาะสมมาลดปัญหายาง ปอกและตัดแต่ง รักษาความขาวและความกรอบ ก่อนบรรจุสุญญากาศ และควบคุมอุณหภูมิ มังคุดสดประมาณ 5 กิโลกรัมสามารถผลิตเป็นมังคุดคัดได้ประมาณ 1 กิโลกรัม จำหน่ายในราคา 600 บาทต่อกิโลกรัม ช่วยเพิ่มกำไรสุทธิจาก 9,000-15,000บาท เป็น 80,000-85,000 บาทต่อไร่ต่อฤดูกาล พร้อมยกระดับสู่มาตรฐาน มกษ. 9035-2563 และได้รับการรับรองจาก อย. และ 2) การแปรรูปไอศกรีมเชอร์เบทมังคุด โดยนำมังคุดสุกและมังคุดตกเกรดมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากโภชนาการ บรรจุภัณฑ์ และอายุการเก็บรักษาตามข้อกำหนดจำหน่ายได้ 30 บาทต่อแท่ง และสร้างกำไรจากมังคุดประมาณ 68 บาทต่อวัตถุดิบ 1 กิโลกรัม ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มจาก 3,000-6,000 บาท เป็น 38,000-40,000 บาทต่อไร่ต่อฤดูกาล
ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนการบรรลุเป้าหมาย APP TECH ในมิติการเพิ่มมูลค่าและรายได้ โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกร 150 ราย ใน 6 อำเภอ ผลจากการขยายเทคโนโลยีช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยก่อนนำเทคโนโลยีมาใช้เกษตรกรจำหน่ายมังคุดสดในราคาเฉลี่ยประมาณ 30 บาทต่อกิโลกรัม มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 65,000 บาทต่อรายต่อปี ขณะที่การนำเทคโนโลยีมังคุด คัดพร้อมบริโภคมาใช้ สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากมังคุดสด โดยมังคุดสดประมาณ 5 กิโลกรัมสามารถผลิตเป็นมังคุดคัดพร้อมบริโภคได้ 1 กิโลกรัมและจำหน่ายได้ในราคาเฉลี่ย 600 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้เกษตรกรมีศักยภาพสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผลของการใช้เทคโนโลยีในการเปลี่ยนผลผลิตสดให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และตอบเป้าหมาย APP TECH ในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไม่น้อยกว่าร้อยละ 20