ARDA พลิกข้าวไทย จาก “นา” สู่ “ชา” เปิดโมเดลเพิ่มมูลค่าใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105 สร้างทางเลือก เสริมรายได้ให้เกษตรกรตลอดทั้งปี

“ข้าว” พืชเศรษฐกิจหลักของไทยปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านราคาที่ผันผวน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้โจทย์สำคัญของวันนี้ไม่ใช่เพียง “ขายให้ได้มาก”  แต่ต้อง “ขายให้มีมูลค่าสูงขึ้น” ล่าสุด สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาโมเดลใหม่ ยกระดับ “ข้าวหอมมะลิ 105” จากการขายผลผลิตแบบเดิมปีละครั้ง สู่ “ชาใบอ่อนข้าว”  ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 3 รอบภายใน 28 วัน สร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ตลอดทั้งปี 
        
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA เปิดเผยว่า ในปี 2567 ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวได้ถึง 9.95 ล้านตัน สูงสุดในรอบหลายปี โดยในช่วง 9 เดือนแรกมีมูลค่าการส่งออกกว่า 4,834 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 45.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าข้าวไทยยังคงเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตข้าวยังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของราคาและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก ทำให้ทิศทางการพัฒนาข้าวไทยในอนาคตไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณการส่งออก แต่ต้องมุ่งยกระดับมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า โดยเฉพาะการต่อยอดสู่ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพและ Functional Food ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องตามพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ภูมิคุ้มกัน และคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ดังนั้น การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมข้าวไทยจึงจำเป็นต้องอาศัยงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับเจาะตลาดที่มีศักยภาพ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว 
โครงการ “การถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกและการผลิตชาใบข้าวจากใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105 เพื่อพัฒนาอาชีพในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดการเพิ่มมูลค่าข้าวไทยและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร” ถูกพัฒนาขึ้นในฐานะต้นแบบของการสร้าง value chain ใหม่  โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุภัทร์ ไชยกุล จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยฯ พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากการปลูกข้าวแบบดั้งเดิม สู่การผลิตวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เทคโนโลยีดังกล่าวใช้รอบการผลิตระยะสั้นประมาณ 28 วัน สามารถเก็บเกี่ยว “ใบอ่อนข้าว” ได้ถึง 3 ครั้งต่อรอบการผลิต ให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 400 กิโลกรัมต่อไร่ ภายใต้การบริหารจัดการที่เหมาะสมและมีตลาดรองรับ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นอีกทางเลือกในการเสริมรายได้ให้เกษตรกรได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งเมื่อนำใบอ่อนข้าวไปแปรรูปเป็นชาเพื่อสุขภาพ ยังสามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น  ขึ้นอยู่กับคุณภาพมาตรฐานและช่องทางการตลาดของผลิตภัณฑ์
“ข้าวไทยในอนาคตจำเป็นต้องมีการต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้หลากหลายมากขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษาความเข้มแข็งของการผลิตข้าวเพื่อการบริโภคและการส่งออก ซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากข้าวถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับภาคการเกษตรไทย ARDA พร้อมสนับสนุนการต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัย ภาคเอกชน และเครือข่ายเกษตรกร เพื่อร่วมกันพัฒนาต้นแบบการผลิตและการตลาดที่สามารถขยายผลได้อย่างยั่งยืน”
     
 ด้านดร. สุภัทร์ ไชยกุล หัวหน้าโครงการวิจัยฯ เปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาเทคโนโลยีการปลูกและเก็บเกี่ยวใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105 แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการแปลงปลูก การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ ไปจนถึง การวิเคราะห์สารสำคัญทางชีวภาพ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระและสารหอมระเหย เพื่อให้ได้วัตถุดิบมาตรฐานสูงและสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการนำร่องในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด มีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 350 ราย สามารถผลิตใบอ่อนข้าวคุณภาพสูงภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นกว่า 80%  พร้อมสร้างรายได้และโอกาสใหม่ให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรและการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดสินค้าเกษตรมูลค่าสูงอย่างทั่วถึง
        
ปัจจุบันผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ผ่านการรวมกลุ่มปลูกและแปรรูปชาใบอ่อนข้าวหอมมะลิ ทั้งในรูปแบบใบชา ผงชาสำเร็จรูป และผงใบอ่อนข้าวสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และเริ่มวางจำหน่ายแล้วทั้งช่องทาง Online และ Onsite ผ่านร้านเครื่องดื่มและร้านสะดวกซื้อ “โครงการวิจัยนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มความหลากหลายของ Functional Ingredient สำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน สิ่งที่เราต้องการต่อไปคือการขยายตลาดให้กับเกษตรกรไทย และขอเชิญชวนผู้ประกอบการด้านเครื่องดื่ม อาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูป รวมถึงกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดต่าง ๆ ที่สนใจซื้อวัตถุดิบ หรือผลิตภัณฑ์ หรือหากต้องการรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ดร.สุภัทร์ ไชยกุล หัวหน้าโครงการวิจัยฯ โทร. 099-090-9945”
“ชาใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105” จึงไม่ใช่เพียงนวัตกรรมสินค้า แต่เป็นหนึ่งในความพยายามสำคัญของ ARDA ในการสร้างอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญของการใช้ “งานวิจัยและนวัตกรรม” เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยจากการขายวัตถุดิบราคาต่ำ สู่การพัฒนาเป็นวัตถุดิบเชิงอุตสาหกรรมและสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับเกษตรกรได้เข้าถึงโอกาสใหม่ที่สร้างรายได้ที่ที่สม่ำเสมอให้เกษตรกร ตลอดจนผลักดันข้าวไทยสู่บทบาทใหม่ในตลาดโลกที่แข่งขันด้วย “คุณค่า” มากกว่า “ปริมาณ” ควบคู่กับการรักษาบทบาทของข้าวไทยในฐานะพืชเศรษฐกิจ และอาหารหลักของประเทศ
แสดงความคิดเห็น (0)
ใหม่กว่า เก่ากว่า
www.taekpradennews.com